vitamin

วิตามิน B6 มีประโยชน์มากมายที่ขาดไม่ได้ !!

กลุ่มวิตามินบี 6 เป็นกลุ่มของ ไพริด็อกซิน (Pyridoxine) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ และถูกขับออกจากร่างกายใน 8 ชั่วโมง ร่างกายของเราจำเป็นต้องใช้วิตามินนี้ในการสร้างแอนติบอดี้และเม็ดเลือดแดง ใช้ในการดูดซึมวิตามินบี 12 และในการสร้างกรดไฮโดรคลอริก (น้ำย่อยในกระเพาะอาหาร) และแมกนีเซียม โดยปกติแล้วในผู้ใหญ่ ควรได้รับวิตามินบี 6 ในปริมาณ 1.6 – 2.0 มิลลิกรัมทุกวัน แต่หากคุณเข้ากลุ่มดังต่อไปนี้ ควรจะทานวิตามินบี 6 เพิ่มมากขึ้น หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ผู้ที่รับประทานโปรตีนมาก...

จะรู้ได้อย่างไรว่าวิตามินเสื่อมอายุแล้ว ?

โดยปกติเราสามารถดูได้จากวันหมดอายุที่ขวดเลยค่ะ เราไม่ควรทานวิตามินที่หมดอายุแล้ว ถึงแม้ว่าเราจะเก็บดีขนาดไหนก็ตาม แต่เมื่อเลยวันหมดอายุมาแล้ว นั่นก็หมายความว่า ประสิทธิภาพของวิตามินก็อาจลดลง ใช้ไม่ได้ผลเหมือนเดิม หรือบางทีอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ แต่บางทีหากเราเก็บไม่ดี ก็อาจทำให้วิตามินหรือยานั้นๆ เสื่อมคุณภาพเร็วกว่ากำหนดได้เช่นกัน วิธีการสังเกตง่ายๆ ได้แก่ สีของวิตามินหรือยาเปลี่ยนไป บางครั้งขนาดของเม็ดก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ มีจุดด่าง ขึ้นรา หรือผิวเคลือบร่อน เหนียว มีกลิ่นผิดไปจากเดิม ยาในแคปซูลพองออก หรือจับตัวกัน ในผงอาจมีเชื้อราปนเปื้อน เก็บรักษาวิตามินหรืออาหารเสริมอย่างไรให้ถูกต้อง อ่านคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด ซึ่งมักจะแสดงวิธีการเก็บรักษาไว้อย่างละเอียด พยายามอย่าเก็บในที่ๆ มีแสงแดด...

สารเพิ่มเนื้อ สารยึดเกาะ หรือสารอื่น ๆ ในวิตามินเสริมอาหารที่คุณควรรู้!!!

http://nbestourous.blogspot.com/2014/05/chemical-receptor-in-brain.html   มีอะไรในวิตามินเสริมอาหารมากกว่าที่เราเห็น และบางครั้งก็มากกว่าที่ระบุไว้บนฉลาก สารเพิ่มเนื้อ สารยึดเกาะ สารหล่อลื่น และสารอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีกฎให้ต้องระบุไว้บนฉลาก จึงพบบ่อยครั้งที่ไม่มีการระบุใด ๆ แต่หากคุณยังสงสัยว่าคุณกลืนอะไรลงไปบ้าง รายชื่อสารต่อไปนี้น่าจะช่วยบอกคุณได้ สารเจือจาง (Diluent) หรือสารเพิ่มเนื้อ (Filler) เป็นสารที่ไม่ทำปฏิกิริยาทางเคมีกับสารอื่น แต่ถูกเติมลงไปในเม็ดยาเพื่อเพิ่มขนาดของเม็ดให้สามารถผ่านกระบวนการอัดเม็ดได้ อย่างเช่น ไดแคลเซียมฟอสเฟตซึ่งเป็นแหล่งของแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ดี มักใช้ในยี่ห้อที่มีคุณภาพ เป็นสารที่สกัดจากหินแร่บริสุทธิ์ มีลักษณะเป็นผงสีขาว แต่บางครั้งก็อาจนำเอาซอร์บิทอลและเซลลูโลส (เส้นใยจากพืช) มาใช้แทน สารยึดเกาะ...

วิตามินA D E K ในรูปแบบแห้ง หรือแบบละลายน้ำ คืออะไร?

http://www.berkeleywellness.com/supplements/vitamins/article/should-anyone-still-take-vitamin-e สำหรับวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น A D E และK จะมีในรูปแบบ “แห้ง” หรือแบบละลายน้ำ ซึ่งเป็นรูปแบบที่แนะนำสำหรับคนที่มักมีอาการเสียดท้องเมื่อต้องรับประทานน้ำมัน รวมทั้งผู้ที่เป็นสิวง่าย หรือเป็นโรคผิวหนังที่ไม่แนะนำให้รับประทานน้ำมัน และสำหรับผู้ที่พยายามลดน้ำหนักโดยรับประทานอาหารในกลุ่มไขมันให้น้อยที่สุด (วิตามินที่ละลายในไขมันต้องใช้ไขมันในการนำสารอาหารไปเสริมสร้างเนื้อเยื่อ หากเราต้องการอาหารไขมันต่ำ และต้องการรับประทานวิตามินที่ละลายในไขมัน แนะนำให้ใช้เป็นแบบแห้ง)

วิตามินเสริม แบบไหนที่ถูกขับออกไป หรือสะสมในร่างกาย?

http://www.popsugar.com/fitness/Vitamin-D-Calcium-Omega-3-Supplement-Benefits-23544715 ร่างกายของเรามีแนวโน้มที่จะขับสารต่าง ๆ ที่เรารับประทานออกมาทางปัสสาวะในเวลาประมาณสี่ชั่วโมง โดยเฉพาะบรรดาวิตามินที่ละลายน้ำมักเป็นไปตามกฎนี้เป็นส่วนมาก เช่น วิตามินบีและซี โดยเฉพาะหากรับประทานตอนท้องว่าง วิตามินบีและซีอาจจะถูกขับออกจากร่างกายอย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงหลังรับประทาน วิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินเอ ดี อี และเค จะอยู่ในร่างกายเราประมาณ 24 ชั่วโมง ปริมาณที่มากเกินความจำเป็นจะถูกนำไปเก็บไว้ที่ตับได้นานขึ้น แต่วิตามินเอ และอีแบบแห้งจะไม่สามารถอยู่ในร่างกายได้นานเท่า

การเก็บรักษายา วิตามินและอาหารเสริม

http://vitaminsandhealthsupplements.com/2439/many-vitamin-c-supplements-high-quality-but-wide-price-differences/ ผลิตภัณฑ์วิตามิน และแร่ธาตุเสริมอาหาร ควรเก็บรักษาในที่แห้ง และมืดห่างไกลจากแสงแดด บรรจุในภาชนะที่ทึบและปิดมิดชิด ไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ในตู้เย็น นอกเสียจากว่าคุณอยู่ในสภาพภูมิอากาศแบบทะเลทราย เพื่อป้องกันความชื้น ให้ใส่ข้าว 5–10 เมล็ดลงไปในก้นกระปุกวิตามิน ข้าวจะดูดซับความชื้นตามธรรมชาติได้ วิตามินที่เก็บในที่เย็น พ้นจากแสง และปิดไว้อย่างดี จะมีประสิทธิภาพคงอยู่ได้ 2–3 ปี แต่เพื่อรับประกันความสดใหม่คุณควรเลือกซื้อยี่ห้อที่ระบุวันหมดอายุไว้ในฉลาก และเมื่อคุณเปิดกระปุกแล้วจะมีประสิทธิภาพคงอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน

วิตามินสังเคราะห์ vs วิตามินจากธรรมชาติ

https://healingautismandadhd.files.wordpress.com/2010/03/vitamins-pile.jpg เมื่อมีคนถามว่า วิตามินสังเคราะห์และวิตามินธรรมชาติมีข้อแตกต่างกันไหม คำตอบก็คือ ขึ้นอยู่กับเรา ถึงแม้ว่าวิตามิน และแร่ธาตุสังเคราะห์จะให้ผลดีเช่นเดียวกับวิตามินธรรมชาติ แต่ประโยชน์ที่หลากหลายจากวิตามินธรรมชาตินั้นเหนือกว่า โครงสร้างทางเคมีของวิตามินทั้ง 2 ประเภทอาจจะเหมือนกัน แต่วิตามินธรรมชาติให้อะไรกับเราได้มากกว่า เพราะมีสารตัวอื่น ๆ รวมอยู่ด้วยมากกว่า http://vitamins.lovetoknow.com/How_Much_Vitamin_C_Is_in_an_Orange วิตามินซีสังเคราะห์มีเพียงกรดแอสคอร์บิกเท่านั้น แต่วิตามินซีธรรมชาติมีไบโอฟลาโวนอยด์ ซีคอมเพล็กซ์ทั้งกลุ่ม จึงส่งผลให้วิตามินซีทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า http://drwillard.com/blog/2015/01/the-basics-of-vitamin-e/ วิตามินอีธรรมชาติมีโทโคฟีรอลทุกชนิด ทั้งอัลฟา เบต้า แกมมา และเดลตา จึงมีประสิทธิภาพและถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าวิตามินสังเคราะห์ที่มีเพียงดีแอล-แอลฟาโทโคฟีรอล http://www.feminiya.com/11-tips-for-hungry-pregnant-moms-dos-and-donts/...

วิตามินแบบแตกตัวช้า คืออะไร และดีอย่างไร?

https://smartypantsvitamins.com/natural-vitamins-vs-synthetic-vitamins-part-1-vitamin-a/ ก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของวงการวิตามิน คือ การค้นพบวิธีการผลิตวิตามินแบบแตกตัวช้า ซึ่งทำได้โดยการบรรจุวิตามินเป็นเม็ดกลมขนาดจิ๋วมากมาย จากนั้นก็นำไปรวมเข้ากับสารประกอบชนิดพิเศษที่ออกแบบมาให้ค่อย ๆ แตกตัว เพื่อให้การดูดซึมเข้าสู่ร่างกายใช้เวลา 3–6 ชั่วโมง วิตามินส่วนใหญ่เป็นชนิดละลายน้ำและไม่สามารถเก็บสะสมไว้ในร่างกายได้ หากไม่มีเทคโนโลยีการทำให้แตกตัวช้า มันจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว และไม่ว่าจะรับประทานปริมาณมากเพียงใด ก็จะถูกขับออกทางปัสสาวะในเวลา 2–3 ชั่วโมง http://www.mybeautygym.com/are-you-taking-too-many-vitamins/ วิตามินอาหารเสริมในแบบแตกตัวช้าให้ประสิทธิผลที่ดีขึ้น ลดการสูญเสียจากการถูกขับออก และช่วยรักษาระดับของวิตามินในเลือดให้คงที่ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน (อ่านฉลากเพื่อให้ทราบลักษณะการแตกตัว เพราะวิตามินที่ระบุว่าแตกตัวช้าบางตัวอาจแตกตัวในเวลา 2 ชั่วโมง หรือเร็วกว่านั้น จึงไม่ได้ให้ผลที่ดีกว่าวิตามินแบบปกติซึ่งราคาต่ำกว่ามาก)

รับประทานวิตามินเสริมอาหารอย่างไร และเมื่อไหร่จึงเหมาะสม

http://www.organicauthority.com/do-vitamins-expire-the-truth-about-your-supplements/ ร่างกายมนุษย์ทำงานเป็นวัฏจักรตลอด 24 ชั่วโมง เซลล์ของคุณไม่ได้นอนหลับไปด้วยในขณะที่คุณหลับ และเซลล์ก็ไม่สามารถมีชีวิตได้หากปราศจากออกซิเจน และสารหล่อเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อให้ได้ผลดีกับร่างกายที่สุด แนะนำให้แบ่งวิตามินเสริมอาหารของคุณเป็นมื้อ ๆ รับประทานตลอดทั้งวัน http://www.sbs.com.au/food/article/2014/05/09/eat-well-four-myths-about-vitamin-supplements ช่วงเวลาหลักในการรับประทานวิตามิน คือ พร้อมมื้ออาหารหรือหลังอาหาร เนื่องจากวิตามินเป็นสารอินทรีย์ จึงควรรับประทานพร้อมอาหารและแร่ธาตุอื่นเพื่อการดูดซึมที่ดีที่สุด และเนื่องจากวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ โดยเฉพาะวิตามินบีรวมและซี จะถูกขับออกทางปัสสาวะอย่างรวดเร็ว หากคุณสามารถรับประทานพร้อมอาหารเช้า อาหารกลางวัน และอาหารเย็นได้ จะช่วยให้ร่างกายของคุณมีวิตามินในระดับสูงตลอดทั้งวัน แต่ถ้าไม่สะดวกที่จะรับประทานหลังอาหารทุกมื้อ อาจรับประทานครึ่งหนึ่งหลังอาหารเช้า และอีกครึ่งหนึ่งหลังอาหารเย็นแทนก็ได้...

วิตามินมีกี่รูปแบบ?

http://www.artesanias-minerales.com/what-is-vitamin/ แหล่งที่มาของวิตามิน วิตามินเป็นสารธรรมชาติที่พบได้ในอาหาร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เรารับประทาน มีทั้งรูปแบบแคปซูล เม็ดอัด ผง หรือน้ำ หรือมาจากการทำอาหาร ถึงแม้ว่าเราสังเคราะห์วิตามินได้หลายตัว แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้วิธีสกัดจากธรรมชาติมากกว่า เช่น วิตามินเอที่สกัดมาจากน้ำมันตับปลา วิตามินบีรวมที่สกัดจากตับ หรือยีสต์ วิตามินซีที่ดีที่สุดสกัดมาจากโรสฮิป ซึ่งเป็นเบอร์รี่ที่พบในผลของกุหลาบชนิดหนึ่ง พบได้หลังจากที่กลีบร่วงโรยแล้ว และวิตามินอีที่ส่วนใหญ่สกัดจากถั่วเหลือง จมูกข้าวสาลี หรือข้าวโพด http://sailorsaturn.tk/hudor/vitamin-a-pill-cenu.php รูปแบบต่างๆ ของวิตามิน ความต้องการของคนเราแตกต่างกันไป ด้วยเหตุผลนี้ทำให้วิตามินมีหลายรูปแบบ เช่น เม็ดอัด เป็นรูปแบบที่เจอบ่อยและสะดวกที่สุด...